Chocolate

posted on 11 Sep 2011 23:18 by kateye-eiei

 

                      Chocolate

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

                                                                                             ช็อกโกแลตถูกค้นพบมาตั้งแต่สองพันปีที่แล้ว หลังสมัยพระนางคลีโอพัตราแห่งอียิปต์

 เป็นผลผลิตที่ได้จากเมล็ดของต้นคาเคา (Cacao) ในป่าร้อนชื้นของทวีปอเมริกา 

 จัดอยู่ในตระกูล Theobroma Cacao แปลว่า "อาหารแห่งทวยเทพ"

ชนกลุ่มแรกที่รู้จักทำช็อกโกแลตเป็นอารยธรรมโบราณที่อยู่ในเม็กซิโกและอเมริกากลาง 

ชนกลุ่มนี้ได้แก่ชาวมายาและชาวแอซเทคแห่งอารยธรรมเมโสอเมริกา

คนเหล่านี้เอาเมล็ดคาเคามาบดแล้วผสมกับเครื่องปรุงหลายชนิดเพื่อทำเป็นเครื่องดื่มที่มีรสขมเฝื่อน

นอกจากใช้ประกอบอาหารแล้วช็อกโกแลตยังเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตเชิงศาสนาและสังคมด้วย

ชาวมายาในค.ศ. 250-900เป็นชนชาติแรกที่มีหลักฐานชัดเจนว่าได้ค้นพบความลับของต้นคาเคา

โดยพวกเขาได้นำต้นคาเคามาจากป่าฝนและปลูกไว้ที่สวนหลังบ้าน พอออกฝักก็เก็บเอาเมล็ดมาหมักบ้าง

คั่วบ้างและยังบดเป็นเนื้อเหนียว อยากชงเป็นเครื่องดื่มก็เอามาผสมน้ำ โรยพริกไทย แป้งข้าวโพด

ก็จะได้เครื่องดื่มช็อกโกแลตรสซาบซ่ามีฟอง

ต่อมาราวคริสต์ศตวรรษที่ 14 อาณาจักรของชาวแอซเทคครอบครองพื้นที่ส่วนใหญ่

ของอารยธรรมเมโสอเมริกา โดยมีเมืองหลวงตั้งอยู่ที่เมืองปัจจุบันเรียกว่า เม็กซิโกซิตี้ 

ชาวแอซเทคได้ซื้อขายเมล็ดคาเคากับชาวมายาและชนชาติอื่นและยังเรียกเก็บค่าบรรณาการจาก

พลเมืองของตนและเชลยเป็นเมล็ดคาเคาโดยใช้แทนค่าเงิน ชาวแอซเทคนิยมดื่มช็อกโกแลตขม

เช่นเดียวกับชาวมายายุคแรกโดยปรุงรสชาติให้ซู่ซ่าขึ้นด้วยเครื่องเทศ ชาวเมโสอเมริกาสมัยนั้น

ยังไม่มีใครปลูกอ้อยก็เลยไม่มีใครใส่น้ำตาลกัน

เล่ากันว่า คนมายายุคคลาสสิกชอบดื่มช็อกโกแลตกันในวาระพิเศษ

ขณะที่บรรดาเชื้อพระวงศ์จะนิยมดื่มกันมาก ส่วนชาวแอซเทคบรรดาผู้ปกครองระดับสูงพระทหารยศสูง

และพ่อค้าที่มีหน้ามีตาเท่านั้นที่มีสิทธิลิ้มรสเครื่องดื่มศักดิ์สิทธิ์นี้

ช็อกโกแลตมีบทบาทสำคัญในพิธีของราชวงศ์และศาสนาเพราะใช้เมล็ดคาเคาเป็น

เครื่องสักการะเทพเจ้าและดื่มในพิธีสำคัญ

สำหรับที่มาของชื่อช็อกโกแลตนั้นยังไม่มีใครอธิบายได้ชัดเจน แต่มีความเป็นไปได้สองทาง

ทางแรกเป็นคำที่ผันมาจากคำว่า "ช็อคโกลัจ" ในภาษามายา ซึ่งหมายถึงมาดื่มช็อกโกแลตด้วยกัน

อีกทางหนึ่งอธิบายว่าน่าจะมาจากภาษามายาเช่นกัน คือ " chocol" แปลว่า ร้อน ผสมกับคำว่า "atl"

ของแอซเทคที่แปลว่า น้ำ พอมารวมกันจึงกลายเป็นคำว่า chocolatl และมาเป็น chocolate

ต่อมาในยุโรป

โดยความเชื่อของชาวแอชเต็คส์ ประเทศเม็กซิโก "เมล็ดโกโก้เป็นอาหารที่เทพเจ้ามอบให้

เพื่อเป็นใบเบิกทางไปสู่สวรรค์" เมื่อประมาณ 4,000 ปีมาแล้ว ซึ่งทำให้พวกเขานำเมล็ดโกโก้

มาทำเป็นเครื่องดื่มนั่นก็คือ "น้ำช็อกโกแลต" ต่อมานายเออร์นัน คอร์เตช นักสำรวจชาวสเปน

แล่นเรือมาพบกับชาวแอชเต็คส์ ซึ่งเขาได้อาศัยอยู่กับชาวแอชเต็คส์และร่วมดื่มน้ำช็อกโกแลตด้วยกัน

และนายคอร์เตชได้นำเมล็ดโกโก้กลับประเทศเพื่อลองทำเครื่องดื่มดูบ้าง

และแต่งเติมรสให้หวานขึ้นจนเป็นเครื่องดื่มที่นิยมกันในสเปน

จนในที่สุด นายคอนราด เจ แวนฮูเตนท์ ชาวดัชได้ค้นพบการทำช็อกโกแลตแบบแท่ง เม็ด และผง

 

 


 

 

 

คำถามทบทวน =3

posted on 17 Aug 2011 20:20 by kateye-eiei
1.มัลติมีเดียคืออะไร เกี่ยวข้องกับการนำเสนอข้อมูลอย่างไำร
 
   - มัลติมีเดีย  คือ การใช้คอมพิวเตอร์ร่วมกับโปรแกรมซอฟต์แวร์ในการสื่อความหมายโดยการผสมผสานสื่อหลายชนิด เช่น ข้อความ กราฟิก ภาพเคลื่อนไหว เสียงและวีดิทัศน์ เป็นต้น
 
การใช้มัลติมีเดียในการนำเสนอข้อมูลสามารถช่วยให้ผู้ใช้สามารถเรียนรู้หรือทำกิจกรรม รวมถึงดูสื่อต่าง ๆ ด้วยตนเอง  สื่อต่าง ๆ ที่นำมารวมไว้ในมัลติมีเดีย เช่น ภาพ เสียง วีดิทัศน์ จะช่วยให้เกิดความหลากหลาย ชาน่าสนใจ และเร้าความสนใจ เพิ่มความสนุกสนานในการเรียนรู้มากยิ่งขึ้น
 
2.การนำเสนอข้อมูลในรูปแบบเว็บไซต์ดีกว่าเอกสารสิ่งพิมพ์อย่างไร
 
   - การนำเสนอข้อมูลในรูปแบบเว็บไซต์ดีกว่าเอกสารสิ่งพิมพ์เนื่องจากสามารถนำเสนอข้อมูลได้ครอบคลุมทั่วโลก และสามารถนำเสนอข้อมูลได้หลายรูปแบบ เช่น ตัวหนังสือ เสียง ภาพนิ่ง และภาพเคลื่อนไหว เป็นต้น

3.Microsoft PowerPoint สามารถนำเสนอข้อมูลในรูปแบบใดได้บ้าง
 
   - เอกสารสิ่งพิมพ์
   - มัลติมีเดีย
   - การสร้างจุดเชื่อมโยงกับอินเทอร์เน็ตและนำข้อมูลเสนอในรูปแบบเว็บไซด์
4.การเชื่อมโยงภายในและภายนอก Microsoft PowerPoint แตกต่างกันอย่างไร
 
   - การสร้างการเชื่อมโยงภายในจะสร้างจุดเชื่อมโยงไปยังจุดอื่นๆ ในไฟล์เดียวกันแต่การสร้างการเชื่อมโยงภายนอก จะเป็นการเชื่อมโยงไปยังแหล่งข้อมูลอื่นๆ นอกไฟล์งานนำเสนอ
 
5.นอกจากคอมพิวเตอร์แล้วยังมีเทคโนโลยีใดที่ช่วยส่งเสริมการนำเสนอข้อมูลบ้าง
 
   - โปรเจคเตอร์  โทรทัศน์ จอมอนิเตอร์
 
6.นักเรียนคิดว่าการนำเสนอข้อมูลในรูปแบบใดสามารถทำได้ง่ายที่สุด เพราะเหตุใด
 
   - สามารถสร้างการนำเสนอได้ง่ายและได้ความแปลกใหม่ที่แตกต่าง ทั้งประหยัดเวลาและสามารถทำได้หลากหลายรูปแบบอีกด้วย
 
7.การตกแต่งเพิ่มเติมด้วยแม่แบบในMicrosoft PowerPoint สามารถทำได้อย่างไร
 
   - ด้วยการคลิกขวาบนพื้นที่ว่างแล้วเลือกออกแบบภาพนิ่ง จากนั้นเลือกใช้แ่ม่แบบการออกแบบที่แถบเครื่องมือ
 
8. การกำหนดกล่องข้อความหรือวัตถุให้เคลื่อนไหวใน Microsoft PowerPoint สามารถตั้งค่าได้ที่ใด
 
   - คลิกเลือกกล่องข้อความหรือวัตถุนั้นๆ แล้วคลิกขวาเลือกการเคลื่อนไหวแบบกำหนดเอง แถบเครื่องมือจะเปลี่ยนเป็นการเคลื่อนไหวแบบกำหนดเอง ให้เลือกคลิกที่เพิ่มลักษณะพิเศษ ตั้งค่าความเคลื่อนไหวที่ต้องการ ทดลองแสดงการเคลื่อนไหวด้วยการคลิกไอคอนเล่น
 
9.ยกตัวอย่างซอฟต์แวร์ที่ใช้สำหรับนำเสนอข้อมูลตัวหนังสือหรือตัวอักษรมาอย่างน้อย 3 โปรแกรม

   - Microsolf Word

   - Microsolf Excel

   - Microsolf OneNote
 
10. ถ้าไม่มีกล่องข้อความใน Microsoft PowerPoint จะสามารถสร้างงานนำเสนอข้อมูลได้หรือไม่ อย่างไร
 
   - ได้ โดยไม่จำเป็นต้องนำเสนอข้อมูลเป็นตัวอักษร แต่อาจเป็นภาพนิ่ง แผนภูมิ ตารางหรือเสียงแทนก็ได้
 
11.เครื่องพิมพ์เป็นฮาร์ดแวร์ที่จำเป็นสำหรับการนำเสนอข้อมูลด้วยMicrosoft PowerPoint หรือไม่อย่างไร
 
   - ไม่จำเป็น เนื่องจากเราสามารถนำเสนอข้อมูลด้วย Microsoft PowerPoint ในรูปแบบอื่นได้อย่างเช่น

การนำเสนอในรูปแบบมัลติมีเดีย การสร้างจุดเชื่อมโยง และอัปโหลดข้อมูลไว้บนอินเตอร์เน็ต

ในรูปแบบของเว็บไซต์
 
12. Microsoft PowerPoint สามารถแทรกรูปภาพ ภาพยนตร์ และเสียงได้หรือไม่ ถ้าได้มีวิธีการอย่างไร
 
   - ได้
 
       -การแทรกรูปภาพ คลิกแทรกที่แถบเมนู เลือกรูปภาพ แล้วเลือกจากแฟ้ม จะปรากฏหน้าต่างแทรกรูปภาพ เลือกพื้นที่ที่บันทึกรูปภาพนั้น คลิกรูปภาพที่ต้องการ แล้วคลิกแทรก
     
       -การแทรกภาพยนตร์และเสียง คลิกแทรกที่แถบเมนู เลือกภาพยนตร์และเสียง แล้วจึงเลือกภาพยนตร์จากแฟ้มหรือเสียงจากแฟ้ม

13.การนำเสนอข้อมูลด้วยแผนภูมิ แผนผัง และกราฟดีกว่าการนำเสนอข้อมูลด้วยตัวหนังสือหรือตัวอักษรอย่างไร
 
   - เป็นการนำเสนอที่สามารถเข้าใจได้ง่ายกว่าเนื่องจากเป็นการสรุปรายละเอียดของข้อมูลที่มีจำนวนมาก
ให้น่าสนใจมากยิ่งขึ้น
 
14.การสร้างงานนำเสนอด้วย Microsoft PowerPoint สำหรับผู้รับข้อมูล 20 คนพร้อมกันจะต้องใช้ฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ใดบ้าง
 
   - Microsoft PowerPoint
   - Computer loudspeaker
 
15.ยกตัวอย่างเทคโนโลยีที่ส่งเสริมการนำเสนอข้อมูลในรูปแบบตัวหนังสือหรือตัวอักษร รูปภาพหรือภาพนิ่ง แผนภูมิ แผนผัง กราฟ เสียง และภาพเคลื่อนไหวได้พร้อมกัน
 
   - มัลติมีเดีย เว็บไซต์ คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ โทรทัศน์ E-mail

1. ขั้นตอนวิธีการทางคอมพิวเตอร์  (computer  algorithms)

            ก่อนที่เราจะเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ภาษาใดภาษาหนึ่งเพื่อแก้ปัญหาทางคอมพิวเตอร์  เราควรศึกษาขั้นตอนวิธีการทางคอมพิวเตอร์   เพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องตามขั้นตอนวิธีดังนี้
            1) การวิเคราะห์งาน  (job analysis)
            2) การเขียนผังงานโปรแกรม  (program flowcharting)
            3) การเขียนโปรแกรม  (programming)
            4) การทดสอบ  และแก้ไขโปรแกรม  (testing and editing program)
            5) การจัดทำเอกสารประกอบ  และการบำรุงรักษาโปรแกรม  (documentation and maintenance program)

            1.1 การวิเคราะห์งาน  (job  analysis)
                        ในการวิเคราะห์งานเราจะต้องกำหนดจุดประสงค์ของการวิเคราะห์งาน  และขั้นตอนวิธีการวิเคราะห์งานแต่ละอย่างให้ได้  ซึ่งงานแต่ละอย่างมีรายละเอียดดังนี้
                        1.1.1  จุดประสงค์ของการวิเคราะห์งาน
                                    ในการวิเคราะห์งานแต่ละอย่างมีจุดประสงค์ของการวิเคราะห์งานที่สำคัญดังนี้
                                    1. เพื่อหาวัตถุประสงค์ของการเขียนโปรแกรม
                                    2. เพื่อหารูปแบบผลลัพธ์ที่ต้องการ
                                    3. เพื่อหาข้อมูลนำเข้าที่ต้องใส่เข้าไปในโปรแกรม
                                    4. เพื่อหาตัวแปรที่จำเป็นต้องใช้ในโปรแกรม
                                    5. เพื่อหาขั้นตอนวิธีการทำงานของโปรแกรม
                        1.1.2 ขั้นตอนวิธีการวิเคราะห์งาน
                                    ในการวิเคราะห์งานแต่ละอย่างมีขั้นตอนวิธีการวิเคราะห์งานที่สำคัญดังนี้
                       1) การหาวัตถุประสงค์ของการเขียนโปรแกรม
ผู้เขียนโปรแกรมจะต้องหาวัตถุประสงค์จากงานที่จะเขียนโปรแกรมว่า ต้องการเขียนโปรแกรมเพื่อแก้ปัญหาอะไรบ้างซึ่งจะทำให้เขียนโปรแกรมได้ตรงกับความต้องการหรือวัตถุประสงค์ของงานนั้น ๆ     
                       2) การหารูปแบบผลลัพธ์ที่ต้องการ
เมื่อผู้เขียนโปรแกรมหาวัตถุประสงค์ของการเขียนโปรแกรมได้แล้ว ขั้นตอนต่อมาคือการกำหนดรูปแบบผลลัพธ์ที่ต้องการจากโปรแกรม  ซึ่งรูปแบบผลลัพธ์อาจอยู่ในลักษณะของข้อความหรือตัวเลข  หรือตาราง   หรือแผนภูมิ   หรืออาจใช้ผสมกันระหว่างตัวเลขกับข้อความ หรือข้อความกับตัวเลข  และตารางก็ได้   ขึ้นอยู่กับผู้เขียนโปรแกรมเป็นผู้กำหนดเอง    แต่โดยส่วนมากนิยมแสดงผลลัพธ์ของโปรแกรมให้อยู่ในรูปแบบที่เข้าใจง่ายมากกว่ารูปแบบที่ซับซ้อน 
                       3) การหาข้อมูลนำเข้าที่ต้องใส่เข้าไปในโปรแกรม
ผู้เขียนโปรแกรมจะต้องหาข้อมูลนำเข้าจากผลลัพธ์ที่ได้จากโปรแกรม โดยคำนึงถึงขั้นตอนวิธีการคำนวณ และข้อมูลที่จำเป็นต้องใส่เข้าไปเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ต้องการ

            ตัวอย่างที่  1.1  ผลลัพธ์ที่ต้องการ  คือ  พื้นที่สามเหลี่ยมมุมฉากข้อมูลนำเข้าที่ต้องใส่เข้าไปในโปรแกรมคือ 
                        1) สูตรคำนวณพื้นที่สามเหลี่ยมมุมฉาก
                                    พื้นที่สามเหลี่ยมมุมฉาก  =  ? x ฐาน x สูง
                        2) ความยาวของฐานและความสูงของรูปสามเหลี่ยม
 

                       4) การหาตัวแปรที่จำเป็นต้องใช้ในโปรแกรม
ตัวแปร  หมายถึง  ชื่อที่ผู้เขียนโปรแกรมสามารถตั้งขึ้นเองตามหลักการตั้งชื่อตัวแปรของภาษาคอมพิวเตอร์ที่นำมาเขียนโปรแกรม (หลักเกณฑ์การตั้งชื่อตัวแปรกล่าวไว้ในหัวข้อ 2.5.3.1)  เพื่อใช้ในการอ้างอิงการเก็บข้อมูลและเรียกใช้ข้อมูลภายในตัวแปร   ดังนั้นผู้เขียนโปรแกรมจะต้องตั้งชื่อตัวแปรที่ใช้ในการเก็บข้อมูลทั้งหมดภายในโปรแกรม   รวมถึงตัวแปรบางตัวที่ใช้ในการนับจำนวนรอบของการทำงานในโปรแกรมอีกด้วย


ากตัวอย่างที่  1.1  สามารถแสดงการวิเคราะห์งานตั้งแต่ขั้นตอนที่  1  ถึง  4  ได้ดังนี้

            1) วัตถุประสงค์ของการเขียนโปรแกรม
            เพื่อคำนวณหาค่าพื้นที่สามเหลี่ยมมุมฉาก
            2) รูปแบบผลลัพธ์ที่ต้องการ
            พิมพ์ผลลัพธ์ที่ต้องการออกทางภาพดังนี้
                        * ** output ***
                        Base  =   5
                        High   =   4
                        Area   =   10
            3) ข้อมูลนำเข้า  คือ  ความยาวฐานและความสูง
            4) ตัวแปรที่ใช้
                        B  =  ตัวแปรที่เก็บความยาวของสามเหลี่ยมมุมฉาก     
                        H  =  ตัวแปรที่เก็บความสูงของสามเหลี่ยมมุมฉาก 
                        Area  =    ตัวแปรที่เก็บผลลัพธ์ที่ได้จากการคำนวณตามสูตร

                        Area  =   1/2*B*H               หรือ         Area  =   0.5*B*H
                       

5) การหาขั้นตอนวิธีการทำงานของโปรแกรม

การหาขั้นตอนวิธีการทำงานของโปรแกรมจะขึ้นอยู่กับลักษณะของการแก้ปัญหา  ดังนั้นนักเขียนโปรแกรมที่มีความชำนาญในระดับหนึ่งแล้วจะสามารถหาขั้นตอนวิธีการทำงานของโปรแกรมได้โดยไม่ยาก แต่สำหรับผู้ที่เริ่มต้นศึกษาการเขียนโปรแกรม  ควรหาขั้นตอนวิธีการทำงานของโปรแกรมตามคำแนะนำโดยเรียงตามลำดับดังนี้

ขั้นตอนวิธีการทำงานของโปรแกรมที่แนะนำ


            5.1) เริ่มต้นทำงาน
            5.2) กำหนดค่าเริ่มต้นให้กับตัวแปร
            5.3) พิมพ์หัวรายงาน  (ถ้ามีรายงาน)
            5.4) รับข้อมูลเข้าทีละเรคอร์ด
            5.5) ตรวจสอบข้อมูลว่าเป็นชุดสุดท้ายหรือไม่
                        5.5.1  ถ้าเป็นข้อมูลชุดสุดท้าย   ให้ไปทำงานข้อ 5.11  
                        5.5.2 ถ้าไม่ใช่ข้อมูลชุดสุดท้าย  ให้ทำงานข้อต่อมา  (ข้อ 5.6)
            5.6) คำนวณผลลัพธ์
            5.7) เปรียบเทียบผลลัพธ์  (ถ้ามี)
            5.8) เพิ่มค่าตัวแปรสะสม  (ถ้ามี)
            5.9) พิมพ์ค่าผลลัพธ์ทีละเรคอร์ด
            5.10) ย้อนกลับไปทำงานข้อ 5.4
            5.11) พิมพ์สรุป  (ถ้ามี)
            5.12) จบการทำงาน

            ทั้งนี้การวิเคราะห์งานเพื่อแก้ปัญหาแต่ละอย่างอาจมีบางขั้นตอนแตกต่างกันไป  ดังนั้นคำแนะนำข้างต้นจึงเป็นเพียงแนวทางของการหาขั้นตอนวิธีการทำงานของโปรแกรมเท่านั้น    ซึ่งเวลาใช้งานจริงผู้วิเคราะห์งานต้องประยุกต์ให้เข้ากับปัญหาที่ต้องการแก้ไขต่อไป 
            เพื่อความเข้าใจเกี่ยวกับขั้นตอนวิธีการวิเคราะห์งานมากยิ่งขึ้น    ให้ศึกษาจากตัวอย่างการวิเคราะห์งานดังต่อไปนี้

            ตัวอย่างที่  1.2 จงเขียนวิเคราะห์งาน เพื่อเขียนโปรแกรมคำนวณ พื้นที่สี่เหลี่ยมผืนผ้า จำนวน 1 รูป โดยที่ผู้ใช้โปรแกรม จะต้องป้อนความกว้าง และความยาวของสี่เหลี่ยมผืนผ้า เข้าไปในโปรแกรม

            วิธีทำ   
            ขั้นตอนการวิเคราะห์งานทั้ง  5  ขั้นตอน   สามารถแสดงได้ดังนี้
            1) วัตถุประสงค์ของการเขียนโปรแกรม
            เพื่อคำนวณพื้นที่สี่เหลี่ยมผืนผ้าจำนวน 1 รูป
            2) รูปแบบผลลัพธ์ที่ต้องการ
            พิมพ์ผลลัพธ์ออกทางจอภาพ   ดังนี้


 

 

            3) ข้อมูลนำเข้า
                        3.1) สูตรคำนวณพื้นที่สี่เหลี่ยมผืนผ้า

                                    Area  =   Width*Length

                        3.2) รับค่าความกว้างและความยาวของสี่เหลี่ยมผืนผ้าผ่านทางคีย์บอร์ด
            4) ตัวแปรที่ตั้งขึ้นเพื่อใช้ในโปรแกรม
                        Width   =  ตัวแปรที่ใช้เก็บความกว้างของสี่เหลี่ยมผืนผ้า  
                       Length  =  ตัวแปรที่ใช้เก็บความยาวของสี่เหลี่ยมผืนผ้า
                       Area = ตัวแปรที่ใช้เก็บพื้นที่ของสี่เหลี่ยมผืนผ้า   
                       โดยคำนวณได้จากสูตร    Area   =   Width*Length
            5) ขั้นตอนวิธีการทำงานของโปรแกรมมีดังนี้
                       5.1) เริ่มต้นทำงาน
                        5.2) รับข้อมูลค่าความยาวและความกว้างของสี่เหลี่ยมผืนผ้าผ่านทางคีย์บอร์ด
                        5.3) คำนวณพื้นที่สี่เหลี่ยมผืนผ้าตามสูตร  
                        Area = Width*Length
                        5.4) พิมพ์ค่าความยาว   ความกว้าง   และพื้นที่สี่เหลี่ยมผืนผ้าออกทางจอภาพ
                        5.5) จบการทำงาน

           1.2 การเขียนผังงานโปรแกรม  (program  flowcharting)
สำหรับหัวข้อการเขียนผังงานโปรแกรมจะประกอบด้วยเนื้อหาที่สำคัญดังนี้คือ ความหมายของผังงาน  ประเภทของผังงาน  สัญลักษณ์มาตรฐานที่ใช้เขียนผังงานโปรแกรม  หลักการเขียนผังงานโปรแกรม  และขั้นตอนการเขียนผังงานโปรแกรม  ดังรายละเอียดต่อไปนี้

                        1.2.1 ความหมายของผังงาน
                                    “ผังงาน”  (flowchart)  ทางคอมพิวเตอร์ หมายถึง แผนภาพที่เขียนขึ้นโดยใช้สัญลักษณ์มาตรฐาน เพื่อแสดงขั้นตอนวิธีการทำงานของโปรแกรม หรือระบบงานที่ต้องการ

                        1.1.2.2 ประเภทของผังงาน
ผังงานสามารถจำแนกออกได้  2 ประเภท  คือ
                                    1) ผังงานระบบ (system flowchart)   หมายถึง   ผังงานที่แสดงถึงขั้นตอนวิธีการทำงานของระบบงานใดระบบหนึ่ง   ซึ่งในผังงานระบบจะแสดงให้เห็นถึงสื่อที่ใช้รับข้อมูล   บันทึกข้อมูล   วิธีการประมวลผล  ขั้นตอนการทำงานและความสัมพันธ์ของส่วนต่าง ๆ  ในระบบงานอย่างกว้าง ๆ  เพื่อให้เห็นภาพรวมของระบบงานใดระบบงานหนึ่ง  เช่น

 
 

 

รูปที่  1.1  ผังงานระบบแสดงการตัดเกรด
ที่มา : กรรณิการ์  กมลรัตน์, 2547.

                                    2) ผังงานโปรแกรม (program flowchart)    หมายถึงผังงานที่แสดงขั้นตอน วิธีการทำงานของโปรแกรมที่ต้องการเขียนขึ้น     ภายในผังงานโปรแกรม จะแสดงให้เห็นขั้นตอน วิธีการทำงาน ของโปรแกรมอย่างละเอียด เพื่อให้คอมพิวเตอร ์สามารถทำงานตามที่เขียนไว้ในผังงานโปรแกรม ได้อย่างถูกต้อง    โดยเราสามารถนำขั้นตอน วิธีการทำงานของโปรแกรมในขั้นการวิเคราะห์งาน มาเขียนเป็นผังงานโปรแกรมได้ทันที     จากนั้นก็สามารถนำผังงานโปรแกรม ไปเขียนโปรแกรมตามที่ต้องการได้   ดังนั้นในเรื่องของการเขียนผังงาน ที่จะกล่าวต่อไปนี้จะเกี่ยวข้องกับผังงานโปรแกรมทั้งสิ้น  เช่น

 

 

รูปที่  1.2  ผังงานโปรแกรมแสดงรายละเอียดการทำงานของโปรแกรมสำหรับตัดเกรด
ที่มา : เฉลิมพล  ทัพซ้าย, 2530 : 29.

 

                               1.2.1.3 สัญลักษณ์มาตรฐานที่ใช้เขียนผังงานโปรแกรม
สถาบันมาตรฐานแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา (American  National  Standard  Institute) และองค์การระหว่างประเทศว่าด้วยการมาตรฐาน  (International  Organization  for  Standardization)  ได้ร่วมกันกำหนดสัญลักษณ์มาตรฐานที่ใช้เขียนผังงานโปรแกรม 
โดยในเอกสารเล่มนี้จะนำเสนอสัญลักษณ์ที่นิยมนำมาใช้เขียนผังงานโปรแกรม ดังต่อไปนี้ 

            1. สัญลักษณ์  Process

 

Process
 

 


            ความหมายของ  Process  คือ  การกำหนดค่าหรือการคำนวณค่า

            ตัวอย่างที่  1.3  แสดงการกำหนดค่าให้ตัวแปร  Total


 


            ตัวอย่างที่  1.4  แสดงการคำนวณค่าผลรวมของตัวแปร  Total


                                      

 

             2. สัญลักษณ์  Decision


ข้าวหลามตัด: Decision 


            ความหมายของ  Decision  คือ  การทดสอบเงื่อนไขหรือเปรียบเทียบเงื่อนไข เพื่อตัดสินใจทำงานอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่ต้องการ

 

            ตัวอย่างที่  1.5  แสดงการเปรียบเทียบเงื่อนไข  1  ทางเลือก

 

            ตัวอย่างที่  1.6  แสดงการเปรียบเทียบเงื่อนไข  2  ทางเลือก

 

 

 

            3. สัญลักษณ์  Start/ Stop program  หรือ  Terminal Interrupt



แผนผังลำดับงาน: สิ้นสุด: Start / Stop  program 


            ความหมายของสัญลักษณ์  คือ  การเริ่มต้นโปรแกรม  หรือการสิ้นสุดการทำงานของโปรแกรม   หรือหยุดการทำงานชั่วคราว 
            ตัวอย่างที่  1.7  แสดงการใช้งานสัญลักษณ์ Start/ Stop program  หรือ  Terminal Interrupt


         

            4. สัญลักษณ์   Input / Output

สี่เหลี่ยมด้านขนาน:      Input / Output

            ความหมายของสัญลักษณ์  คือ  การรับข้อมูล (input)  หรือการแสดงผลลัพธ์  (output)  โดยไม่ได้ระบุสื่อที่ใช้ 

            ตัวอย่างที่  1.8  แสดงการใช้งานสัญลักษณ์  Input/ Output

 

 


            5. สัญลักษณ์  Display

แผนผังลำดับงาน: จอภาพ:  Display                       

 

            ความหมายของสัญลักษณ์ คือ การแสดงผลลัพธ์ทางจอภาพ

            ตัวอย่างที่  1.9  แสดงการใช้งานสัญลักษณ์  display

 


            6. สัญลักษณ์  Document


แผนผังลำดับงาน: เอกสาร: Document

 

            ความหมายของสัญลักษณ์  คือ  การพิมพ์ผลลัพธ์ออกทางกระดาษพิมพ์

            ตัวอย่างที่  1.10  แสดงการใช้งานสัญลักษณ์  Document

            7. สัญลักษณ์  Manual  Input


แผนผังลำดับงาน: ป้อนข้อมูลด้วยตนเอง:     Manual  Input

            ความหมายของสัญลักษณ์  คือ  การรับข้อมูลหรือคำสั่งผ่านทางคีย์บอร์ด

            ตัวอย่างที่  1.11  แสดงการใช้งานสัญลักษณ์  Manual  Input

 


            8. สัญลักษณ์  Manual  Operation


แผนผังลำดับงาน: ขั้นตอนที่ทำด้วยตนเอง: Manual  Operation

            ความหมายของสัญลักษณ์คือการรับข้อมูลหรือแสดงผลลัพธ์โดยไม่ระบุสื่อ

            ตัวอย่างที่  1.12  แสดงการใช้งานสัญลักษณ์  Manual  Operation

 

 


            9. สัญลักษณ์  Connector


Connector

            ความหมายของสัญลักษณ์  คือ   แสดงจุดเชื่อมต่อจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งของผังงาน   โดยที่จุดเชื่อมต่อนี้อยู่ในหน้าเดียวกัน

            ตัวอย่างที่  1.13  แสดงการใช้งานสัญลักษณ์  Connector

                                                         

            10. สัญลักษณ์  Off  page  Connector


 


      Off  page  Connector

            ความหมายของสัญลักษณ์  คือ   แสดงจุดเชื่อมต่อจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งของผังงาน   โดยที่จุดเชื่อมต่อนี้อยู่ต่างหน้ากัน

            ตัวอย่างที่  1.14  แสดงการใช้งานสัญลักษณ์  Off  page  Connector

คำนวณค่า  Avg = Total + N เสร็จแล้ว  ไปทำงานต่อไปที่จุด  B  โดยที่จุด  B  อยู่ต่างหน้ากัน                
            

            11. สัญลักษณ์  flow line and arrowheads


            ความหมายของสัญลักษณ์ คือ แสดงทิศทาง การทำงานของผังงาน โดยใช้ลูกศร เป็นตัวกำหนดทิศทาง การทำงานของผังงาน 
            ตัวอย่างที่  1.15  แสดงการใช้งานสัญลักษณ์  flow line and arrowheads


 


            12. สัญลักษณ์  Punched  Card


แผนผังลำดับงาน: บัตร: Punched  Card

            ความหมายของสัญลักษณ์คือการรับข้อมูลหรือแสดงผลลัพธ์บนบัตรเจาะรู 
            ตัวอย่างที่  1.16  แสดงการใช้งานสัญลักษณ์  Punched  Card

                        
                        1.1.2.4 หลักการเขียนผังงานโปรแกรม
การเขียนผังงานโปรแกรม   มีหลักการเขียนดังนี้

           1) เขียนผังงานจากด้านบนลงด้านล่าง
2) ใช้สัญลักษณ์ให้ตรงกับความหมายของผังงาน
3) ใช้เส้น flow line  และ arrowheads  แสดงทิศทางการทำงานของผังงาน
4) ใส่คำอธิบายลงในสัญลักษณ์สั้น ๆ แต่เข้าใจง่าย จะใช้ภาษาไทยหรืออังกฤษก็ได้
5) หลีกเลี่ยงการโยงเส้นทิศทางของผังงานให้ตัดกันเพราะจะทำให้สับสน   ควรใช้จุดเชื่อมต่อ (connector)  หน้าเดียวกันแทน  จะเข้าใจได้ง่ายและเป็นระเบียบ
6) พยายามเขียนผังงานให้จบในหน้ากระดาษเดียวกัน   แต่ถ้าไม่จบในหน้าเดียวกัน   ควรใช้จุดเชื่อมต่อต่างหน้ากระดาษ (off  page  connector)

                   1.1.2.5 ขั้นตอนการเขียนผังงานโปรแกรม
เพื่อความเข้าใจเกี่ยวกับขั้นตอนการเขียนผังงานโปรแกรมได้ถูกต้องให้ศึกษาจากตัวอย่างดังต่อไปนี้ 
ตัวอย่างที่ 1.17 จงเขียนผังงานโปรแกรมที่ได้วิเคราะห์งานมาแล้วในตัวอย่าง
ที่ 1.2

วิธีทำ

                                    จากการวิเคราะห์งานในตัวอย่างที่  1.2  จะได้ว่า

                                    ขั้นตอนวิธีการทำงานของโปรแกรม   มีดังนี้
1) เริ่มต้นทำงาน
2) รับข้อมูลค่าความยาว  และความกว้างของสี่เหลี่ยมผืนผ้าผ่านทางคีย์บอร์ด
3) คำนวณพื้นที่สี่เหลี่ยมผืนผ้าตามสูตร  Area = Width * Length
4) พิมพ์ค่าความยาว ความกว้าง  และพื้นที่สี่เหลี่ยมผืนผ้าออกทาง จอภาพ
5) จบการทำงาน

           การเขียนผังงานโปรแกรม จะนำขั้นตอนวิธีการทำงานของโปรแกรม ที่ได้จากการวิเคราะห์งาน มาเขียนผังงานได้ดังนี้


รูปที่ 1.3  แสดงผังงานขั้นตอนวิธีการทำงานของโปรแกรม 
ที่มา : สมชาย  รัตนเลิศนุสรณ์, 2545 : 17.

            1.3  การเขียนโปรแกรม  (programming)
ในหัวข้อเรื่องการเขียนโปรแกรมจะกล่าวถึงเนื้อหา  2  ส่วน คือความหมายของโปรแกรมคอมพิวเตอร์  และภาษาคอมพิวเตอร์ดังมีรายละเอียดต่อไปนี้

                        1.3.1 ความหมายของโปรแกรมคอมพิวเตอร์
โปรแกรมคอมพิวเตอร์ (computer  program)    หมายถึง     ชุดของคำสั่งที่เขียนขึ้นเพื่อสั่งให้คอมพิวเตอร์ทำงานตามที่ต้องการ    ส่วนการเขียนโปรแกรม (programming) หมายถึง การเขียนชุดคำสั่งด้วยภาษาคอมพิวเตอร์ภาษาใดภาษาหนึ่ง    เพื่อให้คอมพิวเตอร์ทำงานตามโปรแกรมที่เราเขียนขึ้น

                        ดังนั้น  ผู้เขียนโปรแกรม (programmer)  จึงจำเป็นต้องเรียนรู้ภาษาคอมพิวเตอร์ภาษาใดภาษาหนึ่งหรือหลายภาษา    แล้วฝึกฝนทักษะการเขียนโปรแกรมด้วยภาษาคอมพิวเตอร์ที่ต้องการใช้งานให้เกิดความชำนาญจึงจะสามารถเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

                        1.3.2 ภาษาคอมพิวเตอร์
ภาษาคอมพิวเตอร์ (computer  language)  หมายถึง  ภาษาที่สามารถนำมาใช้เขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ได้   ซึ่งแต่ละภาษามีรายละเอียดดังต่อไปนี้

                         1) ภาษาเครื่อง (machine  language)
                        ภาษาเครื่องจัดเป็นภาษาคอมพิวเตอร์ภาษาเดียวที่สามารถติดต่อกับคอมพิวเตอร์ได้โดยตรง    เพราะว่าการเขียนคำสั่งและข้อมูลในภาษาเครื่องใช้ระบบเลขฐานสอง (binary number system) คือใช้ตัวเลข 0  และ 1 เท่านั้น   ทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์สามารถทำงานได้รวดเร็ว   ส่วนข้อเสียของภาษาเครื่อง  คือ  เครื่องคอมพิวเตอร์ต่างชนิดกันมีลักษณะการเขียนภาษาเครื่องที่แตกต่างกันไป  และเกิดความยุ่งยากในการปรับปรุงแก้ไข  ทำให้เกิดความไม่สะดวกในการใช้งาน    ดังนั้นภาษานี้จึงไม่เหมาะกับผู้เริ่มต้นเขียนโปรแกรม

ตัวอย่างที่  1.18  แสดงคำสั่งของภาษาเครื่องมีดังนี้  
ถ้าเราต้องการสั่งให้เครื่องทำงานตามคำสั่ง  9 + 3  แสดงได้ดังนี้
การบวกแทนด้วยรหัส                          10101010
เลข  9  เปลี่ยนเป็นเลขฐานสอง            00001001
เลข  3  เปลี่ยนเป็นเลขฐานสอง            00000011
ดังนั้น  คำสั่ง  9 + 3  เขียนเป็นภาษาเครื่องได้ดังนี้

00001001   10101010   00000011

 

                        2) ภาษาแอสเซมบลี (assembly  language)
                        ภาษาแอสเซมบลีหรือจะเรียกชื่ออีกอย่างว่าภาษาระดับต่ำ  ซึ่งเป็นภาษาคอมพิวเตอร์ที่พัฒนาขึ้นมาเพื่อให้ผู้เขียนโปรแกรมสามารถเขียนโปรแกรมติดต่อกับคอมพิวเตอร์ได้ง่ายกว่าภาษาเครื่อง    ส่วนการเขียนคำสั่งในภาษาแอสเซมบลีจะใช้คำย่อของภาษาอังกฤษและอ้างถึงตำแหน่งที่อยู่ภายในคอมพิวเตอร์เป็นส่วนใหญ่  ได้แก่  MOVE, DC, DS, CL10 เป็นต้น    ผู้ที่ต้องใช้ภาษาแอสเซมบลีส่วนมากจะเป็นวิศวกรคอมพิวเตอร์  ดังนั้นภาษาแอสเซมบลีจึงไม่เหมาะกับผู้เริ่มต้นเขียนโปรแกรม

            ตัวอย่างที่  1.19  แสดงคำสั่งของภาษาแอสเซมบลีมีดังนี้  
ถ้าเราต้องการสั่งให้เครื่องทำงานตามคำสั่ง  9 + 3  แสดงได้ดังนี้
                MOV   AX,  9
                MOV   BX, 3
                ADD   AX, BX

                        3) ภาษาระดับสูง (high  level  language)
                        ภาษาระดับสูงเป็นภาษาที่ผู้เขียนโปรแกรมสามารถเข้าใจได้ง่ายกว่าภาษาแอสเซมบลีและภาษาเครื่อง ทั้งนี้ก็เพราะการเขียนคำสั่งของภาษาระดับสูงมีลักษณะเป็นภาษาอังกฤษ    ซึ่งอ่านแล้วเข้าใจได้ง่ายกว่าภาษาแอสเซมบลี  เช่น  ใช้คำว่า  READ, WRITE, PRINT, COMPUTE  เป็นต้น    ตัวอย่างของภาษาระดับสูงได้แก่   ภาษาฟอร์แทรน (FORTRAN), ภาษาโคบอล (COBOL),  ภาษาเบสิก (BASIC), ภาษาปาสคาล (PASCAL)  และภาษาซี (C)   เป็นต้น  ซึ่งแต่ละภาษามีประวัติพอสังเขปดังต่อไปนี้

  • ภาษาฟอร์แทรน (FORTRAN  ย่อมาจาก  FORmula  TRANslator)  พัฒนาโดยบริษัท  IBM  ระหว่างปี ค.ศ.1954  ถึง  ค.ศ.1957  ภาษานี้ใช้สำหรับการพัฒนาโปรแกรมประยุกต์ด้านวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์  ที่ต้องใช้ในการคำนวณสมการคณิตศาสตร์ที่ซับซ้อน  ปัจจุบันภาษาฟอร์แทรนยังเป็นที่นิยมใช้  ในการพัฒนาโปรแกรมด้านวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์
  • ภาษาโคบอล (COBOL  ย่อมาจาก  Common  Business  Oriented  Language)  พัฒนาขึ้นในปี  ค.ศ.1959  เป็นภาษาที่พัฒนาขึ้นมาเพื่อใช้ในการพัฒนาโปรแกรมประยุกต์ด้านธุรกิจและการค้า  ปัจจุบันโปรแกรมที่ใช้ในด้านธุรกิจจำนวนมากยังเป็นโปรแกรมที่พัฒนามาจากภาษาโคบอล
  • ภาษาเบสิก  (BASIC ย่อมาจาก  Beginners  All-purpose  Symbolic  Instructional  Code)  เป็นภาษาที่พัฒนาขึ้นโดยมีจุดประสงค์เพื่อให้ผู้เริ่มต้นพัฒนาโปรแกรมสามารถเรียนรู้และเข้าใจการพัฒนาโปรแกรมอย่างง่าย  ภาษาเบสิกเป็นภาษาคอมพิวเตอร์ภาษาแรกที่ใช้เครื่องไมโครคอมพิวเตอร์

                                    ภาษาคอมพิวเตอร์ที่พัฒนาขึ้นในยุคแรก  ยังมีข้อจำกัดในการที่จะพัฒนาโปรแกรมขนาดใหญ่  ทั้งนี้เนื่องจากภาษาคอมพิวเตอร์เหล่านั้นขาดโครงสร้างที่ดี  ทำให้การพัฒนาโปรแกรมที่มีขนาดใหญ่และมีความซับซ้อนเป็นไปได้ยาก  ในช่วงต้นปี  ค.ศ.1970  จึงมีภาษาคอมพิวเตอร์ที่เป็นภาษาเชิงกระบวนการ (Procedural  หรือ  Structural  Language)  เกิดขึ้น  ภาษาคอมพิวเตอร์ประเภทนี้จะมีความยืดหยุ่นในการพัฒนาโปรแกรม  ทำให้สามารถแก้ไขและบำรุงรักษาได้ง่าย  เนื่องจากโปรแกรมถูกแยกออกเป็นส่วน ๆ ภาษาคอมพิวเตอร์ที่เป็นภาษาเชิงกระบวนการที่สำคัญคือ

  • ภาษาปาสคาล (Pascal) พัฒนาโดย  Niclaus  Wirth  ในปี ค.ศ.1971  โดยมีจุดประสงค์เพื่อใช้ในการสอนการเขียนโปรแกรมภาษาเชิงกระบวนการ  ในมหาวิทยาลัย  แต่เนื่องจากภาษาปาสคาลไม่มีคุณลักษณะที่จะสนับสนุนการพัฒนาโปรแกรมด้านธุรกิจและอุตสาหกรรมจึงไม่ได้รับความนิยมมากนัก
  • ภาษาซี (C)  พัฒนาขึ้นในช่วงเดียวกับภาษาปาสคาล  โดยนักวิจัยที่ห้องปฏิบัติการ  AT&T  Bell  ซึ่งได้นำเอาจุดเด่นของภาษา  BCPL  และภาษา  B  มาใช้และได้เพิ่มคุณลักษณะและชนิดข้อมูลอื่นเข้ามาด้วย  เดิมภาษาซีถือว่าเป็นภาษาคอมพิวเตอร์ที่สำคัญในการพัฒนาโปรแกรมบนระบบปฏิบัติการยูนิกส์  (Unix)  ซึ่งเป็นภาษาคอมพิวเตอร์ที่สามารถสร้างโปรแกรมประยุกต์ที่ทำงานได้รวดเร็วมาก  เมื่อเทียบกับภาษาคอมพิวเตอร์อื่น ๆ

                        4) ภาษาระดับสูงมาก  (very  high  level  language)
                        ภาษาระดับสูงมาก   บางครั้งเรียกว่า  Fourth Gerneration Languages (4GLs)   เป็นภาษาที่มีลักษณะสำคัญ  คือ  ผู้เขียนโปรแกรมไม่ต้องบอกวิธีการทำงานโดยละเอียด   เพียงแต่ระบุคำสั่งให้ทำงานสั้น ๆ   ให้ภาษาระดับสูงมากเข้าใจก็เพียงพอ    ส่วนวิธีการคำนวณหรือการทำงานภาษาระดับสูงมากจะเป็นผู้จัดการเองทั้งสิ้น    บางครั้งเรียกว่า  non-procedure language
ตัวอย่างภาษาระดับสูงมาก  ได้แก่  ภาษา SQL (Structured  Query  Langauge) ซึ่งนิยมใช้กันในซอร์ฟแวร์พัฒนาระบบจัดการฐานข้อมูล   เช่น   ORACLE   เป็นต้น

                        5) ภาษาระดับธรรมชาติ  (natural   language)
                        ภาษาธรรมชาติจะเกี่ยวข้องกับระบบฐานความรู้ (knowledge based system )  และกฎอ้างอิง  (inference rules)  เพียงแต่ผู้ใช้ภาษาธรรมชาติป้อนคำถามผ่านเข้าไปในคอมพิวเตอร์ที่มีภาษาธรรมชาติก็จะทำการวิเคราะห์คำถามแล้วไปค้นหาคำตอบจากระบบฐานความรู้ที่เก็บไว้
ตัวอย่างของภาษาธรรมชาติ  ได้แก่  ภาษา  PROLOG และภาษา LISP  (List  Processing Language)

            1.4 การทดสอบ และแก้ไขโปรแกรม  (testing  and  editing  program)
            หลังจากที่เราเขียนโปรแกรมเสร็จแล้ว    ขั้นตอนต่อไป  คือ  การทดสอบโปรแกรมที่เขียนขึ้นซึ่งอาจพบความผิดพลาดได้  2  ชนิด   ดังนี้
                        1) ความผิดพลาดทางไวยากรณ์ภาษา (syntax  error)  เป็นความผิดพลาดที่เกิดจากการเขียนคำสั่งของภาษาคอมพิวเตอร์ผิด   ตัวอย่างเช่น    คำสั่ง  printf( )  ในภาษา C   ต้องเขียนด้วยตัวอักษรตัวเล็ก   แต่เขียนเป็น  PRINTF( )  เป็นต้น     โดยส่วนมากความผิดพลาดทางไวยากรณ์    จะถูกตรวจสอบพบเมื่อมีการแปลโปรแกรม (compile)  ให้เป็นภาษาเครื่อง  ซึ่งเราสามารถแก้ไขโดยการเขียนคำสั่งให้ถูกต้องตามไวยากรณ์ของภาษานั้น ๆ

                        2) ความผิดพลาดทางตรรกะ (logical  error)  เป็นความผิดพลาดที่เกิดจากการลำดับการทำงานผิดหรือป้อนสูตรคำนวณผิด ตัวอย่างเช่น ต้องการหาค่า  X = X + Y แต่ป้อนสูตรเป็น X = X * Y  อย่างนี้  เป็นต้น  วิธีการตรวจหาความผิดพลาดแบบนี้    คือ    ตรวจสอบการคำนวณผลลัพธ์ของโปรแกรมว่าตรงกับผลลัพธ์ที่คำนวณด้วยมือหรือเครื่องคิดเลขหรือไม่    ถ้าไม่ตรงกันแสดงว่าเกิดความผิดพลาดทางตรรกะขึ้น    วิธีการแก้ไขก็คือ  การแก้ไขสูตรให้ถูกต้อง หรือแก้ไขลำดับการทำงานให้ถูกต้อง 
ดังนั้น  จะเห็นได้ว่าผู้เขียนโปรแกรมจะต้องทำการทดสอบโปรแกรมและแก้ไขโปรแกรมให้สามารถทำงานได้ตามที่ต้องการ

            1.5 การจัดทำเอกสารประกอบ และการบำรุงรักษาโปรแกรม (documentation  and  maintenance  program)
            เมื่อผู้เขียนโปรแกรมได้ทำการทดสอบโปรแกรมและแก้ไขความผิดพลาดที่เกิดขึ้นเรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนต่อไปก็ควรจัดทำคู่มือการใช้โปรแกรม    เพราะจะทำให้ผู้ใช้โปรแกรมสามารถใช้งานได้ถูกต้อง    โดยคู่มือการใช้โปรแกรมที่ดีควรจัดทำในลักษณะที่แสดงการทำงานเป็นขั้นตอน    ผู้ใช้โปรแกรมสามารถปฏิบัติตามได้จริง  ส่วนการบำรุงรักษาโปรแกรมที่พัฒนาขึ้นก็ต้องมีคำแนะนำให้ผู้ใช้โปรแกรมปฏิบัติ    ตัวอย่างเช่น    การเก็บโปรแกรมต้นฉบับ     ควรเก็บไว้ในกล่องที่มิดชิด     ป้องกันฝุ่นได้     ไม่ควรเก็บไว้บนโต๊ะทำงาน     ไม่ควรเก็บไว้ในรถยนต์เพราะอาจถูกอากาศร้อนทำให้เสียได้       นอกจากนี้ต้องมีการสำเนาโปรแกรมต้นฉบับเอาไว้    อย่างน้อย  1  ชุด  แล้วนำชุดที่สำเนาไปใช้    ไม่ควรใช้โปรแกรมต้นฉบับโดยตรง    ควรเก็บเอาไว้สำหรับกรณีที่โปรแกรมสำเนาเกิดปัญหาจะได้นำโปรแกรมต้นฉบับมาทำสำเนาและใช้งานได้ทันที


เทิดพระเกียรติ 84 พรรษา

posted on 10 Jul 2011 19:20 by kateye-eiei
 
 
พระราชประวัติ

        พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเสด็จพระราชสมภพในราชสกุลมหิดลอันเป็นสายหนึ่งในราชวงศ์จักรี ณ โรงพยาบาลเมาต์ออเบิร์น เมืองเคมบริดจ์ มลรัฐแมสซาชูเซตส์ สหรัฐอเมริกา เมื่อวันจันทร์ เดือนอ้าย ขึ้น 12 ค่ำ ปีเถาะ นพศก จุลศักราช 1289 ตรงกับวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2470 ซึ่งเหตุที่พระราชสมภพในสหรัฐอเมริกา เนื่องจากพระบรมราชชนกและพระบรมราชชนนีกำลังทรงศึกษาวิชาการอยู่ที่นั่น

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเป็นพระโอรสองค์ที่สามในสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลอดุลเดช กรมหลวงสงขลานครินทร์ (สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ในกาลต่อมา) และหม่อมสังวาล ตะละภัฎ (ชูกระมล) (สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ในกาลต่อมา) ทรงมีพระนามขณะนั้นว่า พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภูมิพลอดุลเดช ทรงมีพระเชษฐภคินีและสมเด็จพระบรมเชษฐาธิราช 2 พระองค์ คือ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ และพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดลซึ่งสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงออกพระนามเรียกพระองค์เป็นการลำลองว่า "เล็ก"

เมื่อ พ.ศ. 2471 ได้เสด็จกลับสู่ประเทศไทยพร้อมพระบรมราชชนก ซึ่งทรงสำเร็จการศึกษาปริญญาแพทยศาสตรบัณฑิตเกียรตินิยมจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด สหรัฐอเมริกา พร้อมด้วยสมเด็จพระบรมราชชนนี สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ และสมเด็จพระเชษฐาธิราช โดยประทับ ณวังสระปทุม ต่อมาวันที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2472 สมเด็จพระบรมราชชนกสวรรคต ขณะที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระชนมายุไม่ถึงสองพรรษา

ทรงศึกษา

พ.ศ. 2475 เมื่อเจริญพระชนมายุได้สี่พรรษา เสด็จเข้าศึกษาที่โรงเรียนมาแตร์เดอี จนถึงเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2476 จึงเสด็จพระราชดำเนินไปประทับ ณ เมืองโลซาน ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ พร้อมด้วยพระบรมราชชนนี พระเชษฐภคินี และสมเด็จพระบรมเชษฐาธิราช เพื่อการศึกษาและพระพลานามัยของสมเด็จพระบรมเชษฐาธิราช จากนั้นทรงเข้าศึกษาต่อชั้นประถมศึกษา ณ โรงเรียนเมียร์มองต์ เมืองโลซาน ในเดือนกันยายน พ.ศ. 2477 ทรงศึกษาวิชาภาษาฝรั่งเศส ภาษาเยอรมันและภาษาอังกฤษ แล้วทรงเข้าชั้นมัธยมศึกษา ณ "โรงเรียนแห่งใหม่ของซืออีสโรมองด์" (ฝรั่งเศส: École Nouvelle de la Suisse Romande, เอกอล นูแวล เดอ ลา ซืออีส โรมองด์) เมืองแชลลี-ซูร์-โลซาน (ฝรั่งเศส: Chailly-sur-Lausanne)

พ.ศ. 2477 เมื่อพระองค์เจ้าอานันทมหิดล พระบรมเชษฐาธิราช เสด็จขึ้นครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 8 แห่งราชวงศ์จักรี ก็ทรงได้รับการสถาปนาฐานันดรศักดิ์เป็น "สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภูมิพลอดุยเดช" เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2478

เดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2481 ได้โดยเสด็จฯ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล เสด็จนิวัตประเทศไทย เป็นเวลา 2 เดือน โดยประทับที่พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสิต จากนั้นเสด็จกลับไปศึกษาต่อที่สวิตเซอร์แลนด์จนถึงปี พ.ศ. 2488 ทรงรับประกาศนียบัตรทางอักษรศาสตร์ จากโรงเรียนยิมนาส คลาซีค กังโตนาล แล้วทรงเข้าศึกษาต่อ ณ มหาวิทยาลัยโลซาน แผนกวิทยาศาสตร์ โดยเสด็จนิวัตประเทศไทยเป็นครั้งที่สอง ประทับ ณ พระที่นั่งบรมพิมาน ในพระบรมมหาราชวัง

 

พระราชกรณียกิจ

       พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงประกอบพระราชกรณียกิจตลอดระยะเวลากว่า 60 ปีที่ทรงครองราชย์เป็นประมุขแห่งราชอาณาจักรไทย โดยสามารถยกตัวอย่างได้ดังนี้:

  • มูลนิธิชัยพัฒนา
  • มูลนิธิโครงการหลวง
  • โครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา
  • โครงการหลวงอ่างขาง
  • โครงการปลูกป่าถาวร
  • โครงการแก้มลิง
  • โครงการฝนหลวง
  • โครงการสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน
  • โครงการแกล้งดิน
  • กังหันชัยพัฒนา
  • แนวพระราชดำริ ผลิตแก๊สโซฮอล์ในโครงการส่วนพระองค์ (พ.ศ. 2528)
  • แนวพระราชดำริ เศรษฐกิจพอเพียง
  • เพลงพระราชนิพนธ์
  • พระสมเด็จจิตรลดา

 

พระราชประวัติ
 
       สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ มีฐานันดรเมื่อแรกพระราชสมภพคือ หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์กิติยากร  เป็นพระธิดาองค์ใหญ่ของพลเอก  พระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นจันทบุรีสุรนาถ กับ หม่อมหลวงบัว กิติยากร ทรงพระราชสมภพเมื่อ วันศุกร์ที่ ๑๒ สิงหาคม ๒๔๗๕ ที่บ้านเลขที่ ๑๘๐๘ ถนนพระรามหก ตำบล วังใหม่ อำเภอ ปทุมวัน จังหวัดพระนคร ซึ่งเป็นบ้านของ พลเอก เจ้าพระยาวงศานุประพัทธ์ (หม่อมราชวงศ์สท้าน สนิทวงศ์) พระบิดาของหม่อมหลวงบัว พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณาพระราชทานนามว่า “สิริกิติ์” มีความหมายว่า “ผู้เป็นศรีแห่งกิติยากร”
 

         เมื่อแรกทรงพระราชสมภพนั้น บ้านเมื่องอยู่ในระยะแรกของการปกครองจากระบอบสมบูรณายาสิทธิราชย์ เป็นระบอบประชาธิปไตย พระบิดาซึ่งขณะนั้นมียศเป็น พันเอก หม่อมเจ้านักขัตรมงคลกิติยากร ดำรงตำแหน่ง ผู้ช่วยเสนาธิการทหารบก ต้องทรงออกราชการทหาร  โดยรัฐบาลแต่งตั้งให้ไปดำรงตำแหน่ง  เลขานุการเอกประจำสถานทูตสยาม ณ กรุงวอชิงตัน ดี. ชี. สหรัฐอเมริกา  ดังนั้นในวัยเยาว์เมื่อแรกเกิดหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ จึงต้องอยู่ในความดูแลของ เจ้าพระยาวงศานุประพันธ์ และ ท้าววนิดาพิจาริณี บิดามารดาของหม่อมหลวงบัว บางครั้งพระองค์ต้องทรงติดตามพระราชวงศ์ไปในต่างจังหวัด เช่น หม่อมเจ้าอัปสรสมาน กิติยากร พระมารดาของ หม่อมเจ้านักขัตรมงคล ได้ทรงรับหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ นัดดา ตามเสด็จ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ไปจังหวัดสงขลา 

ปลายปี พ.ศ. ๒๔๗๘ เมื่อ หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์มีอายุ ๓ ขวบ จึงมีโอกาสอยู่ร่วมพร้อมกันทั้งครอบครัว เนื่องจากพระบิดา ทรงลาออกจากราชการเสด็จกลับประเทศไทย จึงทรงรับ หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์หม่อมราชวงศ์อดุลยกิติ์ พระเชษฐา และ หม่อมราชวงศ์บุษบา พระขนิษฐา ที่ตำหนักริมแม่น้ำเจ้าพระยา ปลายถนนผดุงกรุงเกษม เทเวศร

รศึกษ

 

หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร ทรงเริ่มรับการศึกษาชั้นอนุบาล ที่โรงเรียนราชินี ปากคลองตลาด เมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๙ ต่อมาเกิดสงครามมหาเอเชียบูรพาจังหวัดพระนครเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญ ถูกโจมตีทิ้งระเบิดทางอากาศ จึงทรงย้ายมาเรียนที่ โรงเรียนเซนต์ฟรังซีสซาเวียร์ คอนแวนต์ ถนนสามเสน ซึ่งอยู่ใกล้บ้านในระยะที่เดินไปโรงเรียนได้  การที่ต้องทรงเผชิญสภาวการณ์บ้านเมื่องในยามสงครามโลก ซึ่งเป็นสภาวะผันผวนไม่สะดวกสบายตั่งแต่ยังทรงพระเยาว์ และพระบิดาทรงเป็นทหาร จึงทรงได้รับการอบรมในเรื่องวินัย ความอดทน ความเสียสละ ทำให้ทรงสั่งสมประสบการณ์เป็นพื้นฐานชีวิตที่แข็งแกร่งมาตั่งแต่ทรงพระเยาว์

เมื่อสงครามมหาเอเชียบูรพาสงบแล้ว หม่อมเจ้านักขัตรมงคล ได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐทูตวิสามัญ และอัครราชทูตผู้มีอำนาจเต็มประจำสำนักเซ็นต์เจมส์ ประเทศอังกฤษ หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ ได้ติดตามครอบครัวไปพำนัก ณ ประเทศ อังกฤษ ตั้งพระทัยจะเรียนเปียโนภาษาอังกฤษ และภาษา ฝรั่งเศส แต่ต่อมา ต้องทรงย้ายติดตามพระบิดาไปพำนัก ณ ประเทศเดนมาร์ก ประเทศฝรั่งเศสทรงมุ่งมั่นจะเป็นนักเปียโนและทรงประสงค์จะเข้าศึกษาที่วิทยาลัยดนตรีที่มีชื่อเสียงของกรุงปารีส

ใน พ.ศ. ๒๔๙๑ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งทรงศึกษาอยู่ที่เมื่องโลซานน์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และโปรดเสด็จไปทอดพระเนตรโรงงานทำรถยนต์ที่กรุงปารีส จึงทรงพบ ทรงคุ้นเคย และทรงต้องพระราชอัธยาศัยกับหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ ต่อมาเมื่อสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ จึงทรงโปรดเกล้าฯให้ หม่อมหลวงบัว นำธิดาทั้งสองไปเยี่ยมพระอาการที่กรุงโลซานน์ และ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ซึ่งขณะนั้นดำรงพระอิสริยยศเป็น สมเด็จพระราชชนนี ได้รับสั่งขอให้ หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ มาอยู่ศึกษาต่อที่เมื่องโลซานน์ โดยเข้าศึกษาที่โรงเรียนประจำ Riante Riveมีชื่อเสียงในการสอนวิชา ภาษา ศิลปะดนตรี ประวัติวรรณคดี และประวัติศาสตร์

วันที่ ๑๙ กรกฏาคม ๒๔๙๒ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงหมั่นกับ หม่อมราชวงศ์สิริกิต์ โดยทรงใช้พระธำมรงค์วงที่สมเด็จพระราชบิดา(สมเด็จพระมหิตลาธิเบศรอดุลยเดชวิกรม พระบรมราชนก) ทรงหมั่น สมเด็จพระราชชนนี (สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชนนี)


พระราชกรณียกิจ
  • องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ทูลเกล้าฯ ถวายเหรียญซีเรส เทิดพระเกียรติในฐานะที่ทรงยกฐานะของสตรีให้มีระดับสูงขึ้นและทรงเป็นผู้ "ให้โดยไม่เลือกที่รักมักที่ชัง" 
  • มหาวิทยาลัยทัฟส์ จากมลรัฐแมสซาชูเซตส์ สหรัฐอเมริกา ทูลเกล้าฯ ถวายปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขามนุษยธรรมในฐานะที่ทรงยกระดับฐานะการครองชีพของประชาชน และช่วยบรรเทาทุกข์ของเด็ก (พ.ศ. 2523)
  • สหพันธ์พิทักษ์เด็ก แห่งนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ทูลเกล้าฯถวายรางวัลบุคคลดีเด่นด้านพิทักษ์เด็ก (9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2524)
  • สถาบันเอเชียโซไซตี้ แห่งกรุงนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ทูลเกล้าฯถวายรางวัลด้านมนุษยธรรม (14 มีนาคม พ.ศ. 2528)
  • มูลนิธิคุ้มครองสัตว์ป่าของโลก สดุดีเทิดพระเกียรติ ในฐานะบุคคลดีเด่นด้านอนุรักษ์สัตว์ป่า (19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2529)
  • ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งลอนดอน ประเทศอังกฤษ ได้ทูลเกล้าฯถวายสมาชิกภาพกิตติมศักดิ์ ซึ่งสถาบันแห่งนี้เคยมอบให้ แต่เฉพาะ ผู้ที่เป็นแพทย์และนักวิทยาศาสตร์ดีเด่นเป็นที่รู้จักระดับโลกเท่านั้น 
  • ศูนย์ศึกษาการอพยพ ที่มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่มลรัฐนิวยอร์ก กราบบังคมทูลเชิญเสด็จฯ ไปทรงรับรางวัลความช่วยเหลือผู้ลี้ภัยประจำปี ณ วอชิงตัน ดี.ซี. (29 มีนาคม พ.ศ. 2533)
  • กลุ่มผู้สนับสนุนพิพิธภัณฑ์เด็กในสหรัฐอเมริกา ทูลเกล้าฯ ถวายรางวัลมนุษยธรรมระหว่างประเทศ ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. (1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2534)
  • องค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) ทูลเกล้าฯ ถวายเหรียญทองโบโรพุทโธ ในฐานะทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจอนุรักษ์และพัฒนางานศิลปหัตถกรรม ณ ศาลาธรรม จังหวัดเชียงใหม่ (30 มกราคม พ.ศ. 2535)
  • กองทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ (ยูนิเซฟ) ทูลเกล้าฯ ถวายรางวัลเกียรติคุณพิเศษในวโรกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษ 5 รอบ ในฐานะทรงอุทิศพระองค์ประกอบพระราชกรณียกิจอันเป็นผลให้แม่และเด็กนับล้านได้รับบริการขั้นพื้นฐาน (2 สิงหาคม พ.ศ. 2535)
  • กองทุนพัฒนาเพื่อสตรีแห่งสหประชาชาติ ทูลเกล้าฯ ถวายรางวัลแห่งความเป็นเลิศในฐานะทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจพัฒนาสตรีไทย (2 สิงหาคม พ.ศ. 2535)
  • มหาวิทยาลัยจอนส์ฮอปกินส์ มลรัฐแมริแลนด์ สหรัฐอเมริกา ทูลเกล้าฯ ถวายปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขามนุษยธรรม (25 พฤษภาคม พ.ศ. 2538)
 
 
" แม่ " เป็นคำที่ทุกคนคุ้นเคย
 
*ก่อนอื่นขอถามทุกคนที่อ่านนะค่ะ ว่า
" คุณเข้าใจความหมายของคำว่าแม่ดีรึยังค่ะ ? "
 
" แม่ของแผ่นดิน "
ท่านทรงเป็นผู้ที่มีจิตใจแน่วแน่ รักประชาชนดั่งลูกของตัวเอง
ท่านทรงเป็นผู้เสียสละ มั่ยย่อท้อต่ออุปสรรค์ใดๆ
ทรงเป็นแบบอย่างให้กับประชาชน
 
เป็นบุคคลต้นแบบที่ควรนำมาเป็นแบบอย่าง
ทั้งความขยัน ความอดทนอีกทั้งจิตใจที่แน่วแน่มั่นคง.
 
" แม่พระในบ้าน "
ท่านคือพระในบ้านที่หั้ยเราทุกอย่างตั้งแต่รู้ว่าเราจะมาอยู่บนโลกใบนี้
ทั้งรักและห่วงใยตั้งแต่ยังมั่ยเจอหน้าเราด้วยซ้ำ
คอยเลี้ยงดู เอาใจใส่ แม้เจ็บกายก็ยอมทน
ท่านคือคนที่ทำหั้ยเรามีทุกวันนี้
ท่านเป็นผู้มอบโอกาสและสนับสนุนเราทุกเรื่อง
ท่านเป็นผู้ที่มีพระคุณที่สุด
 
สำหรับฉันแล้ว ... แม่คือคนเก่ง คนดี
แม่เป็นคนที่รักฉันมาก มาก
โดยไม่มีใครสามารถรักฉันได้เท่าแม่อีกแล้ว
แม่คอยเลี้ยงดูอบรมฉันให้มีทุกวันนี้
 
ความจริงแล้ว วันแม่ทุกปี
ตอนเด็กๆให้พาแม่ไปไหว้ที่โรงเรียนถึงจะดั้ยไหว้แม่
พอตอนโต โรงเรียนให้ส่งตัวแทนฉันเรยมั่ยมีโอกาสไหว้ท่าน
มีคนบอกว่าทัมดีมั่ยต้องอาย ฉันมั่ยได้อายที่จะไหว้แม่
ฉันเขินที่จะทำแบบนี้กับท่าน แม่คือคนที่ฉันรักที่สุด
 
สำหรับแม่แล้ว
ฉันคิดว่าฉันคือความภูมิใจของแม่
ถึงจะไม่เรียนเก่งเท่าใครๆ ไม่ดีเท่าใคร
ฉันก็เชื่อว่า แม่ยังคงภูมิใจในตัวฉันเสมอ
 
" ฉันรักแม่มากค่ะ "
 
 

สวัสดีค่ะ =]

posted on 12 Jun 2011 13:51 by kateye-eiei
สวัสดีค่ะ =]
    ___________
 
ชื่อ ธนัชชา โสวรรณดิฐพร
ชื่อเล่น แคทอายส์ นะค่ะ
อายุก็ 16  ปี
เรียนอยู่ที่โรงเรียนนวมินทราชินูทิศ หอวัง นนทบุรี
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/7
แผนการเรียน วิทย์-คณิตค่ะ